หากท่านกำลังสูบลม... ท่านจะไม่มีทางเป็นไปโดยออโต้ หากท่านเป็นไปโดยออโต้... ท่านจะไม่มีวันสูบลมได้

Automaticity

เป็นไปโดยอัตโนมัติ

ก่อนที่ข้าพเจ้าจะรู้จักคำว่า ‘ตระหนักรู้’ (Awareness)… ข้าพเจ้าก็เหมือนท่านทั้งหลาย ที่ใช้ชีวิตเป็นเครื่องจักรชีวภาพที่ตอบสนองต่อปรากฎการณ์ด้วย ‘ระบบอัตโนมัติ’

แต่ในความมืดบอดนั้น… เคยมีห้วงเวลาประหลาดเกิดขึ้น โดยเฉพาะยามคับขัน หรือยามที่อารมณ์พุ่งพล่านถึงจุดเดือดจนเกือบจะระเบิด ข้าพเจ้าสัมผัสได้ถึงแรงต้านบางอย่าง… เหมือนมี ‘ถุงลม’ (Airbag) พองตัวขึ้นมาขัดจังหวะ มันคือความรู้สึก ‘ขัดขืน’ ที่พยายามหยุดยั้งไม่ให้ระบบอัตโนมัตินั้นทำงานต่อจนจบกระบวนการ

หลายครั้งที่ถุงลมนี้ทำงานสำเร็จ… มันช่วยเซฟชีวิตข้าพเจ้าไว้ แต่หลายครั้ง… แรงระเบิดของอารมณ์ก็รุนแรงเกินต้านทาน จนถุงลมแตกกระจาย และสถานการณ์ก็บานปลายจนไม่อาจหวนคืน ส่งข้าพเจ้ากระเด็นตกลงสู่ ‘ขอบวงแห่งปรากฏการณ์’ ที่ยุ่งเหยิงอีกครั้ง ในวัยเยาว์ ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเลยว่า แรงต้านนี้คืออะไร… รู้เพียงว่ามันคือ ‘ก้างขวางคอ’ ที่ทำให้ข้าพเจ้าไม่ได้ดั่งใจ

แต่บัดนี้ ข้าพเจ้าล่วงรู้แล้วว่า… สิ่งที่ปราชญ์และผู้ยิ่งใหญ่พยายามทิ้งรอยปริศนาไว้ ไม่ว่าจะในชื่อของ ‘สติ’ ‘การรู้สีกตัว’ หรือ ‘การระลึกรู้’  แท้จริงแล้ว หัวใจสำคัญของมันคือ ‘การคั่น’ (The Pause) มันคือการสร้าง ‘ช่องว่าง’ เล็กๆ ระหว่างโหมดอัตโนมัติของสัตว์เดรัจฉาน กับโหมดเจตจำนงที่ผิดทางของมนุษย์… ช่องว่างเพียงเสี้ยววินาทีนี้แหละ คือที่อยู่ของ ‘ทางเลือก’ ระหว่างโหมดออโต้ กับ โหมดแมนนวล ที่เราเลือกได้

ลมในถัง

ถุงลมจะทำงานได้ ก็ต่อเมื่อมันมีลม… และลมนั้นต้องถูกสูบเก็บไว้ล่วงหน้า

ถุงลมแห่งสติจะทำงานในเสี้ยววินาทีที่ท่านปะทะกับหายนะ… แต่มันทำงานได้ด้วย ‘ต้นทุน’ ที่ท่านเคยสะสมมาเมื่อนานมาแล้ว หากท่านเป็นผู้ที่ละเลย ไม่เคยสั่งสมพลังมงคล ไม่เคยสนใจที่จะปฏิบัติตามกฎ 4 ลายเซ็น หรือครรลองของธรรมชาติ… เมื่อถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ถุงลมของท่านก็จะ ‘แฟบสนิท’ ไม่มีอะไรกั้นท่านกับความหายนะ ขณะเดียวกัน ต่อให้ถุงลมท่านทำงานแล้ว ท่านก็ยังมีสิทธิ์ในการใช้เจตจำนงที่ดื้อรั้นที่จะเอาหน้าของท่าน… พุ่งชนพวงมาลัยแห่งโชคชะตาจนแหลกเหลว

ในคัมภีร์ เต้าเต๋อจิง (บทที่ 5) เปรียบถึงความว่างและการทำงานนี้ไว้อย่างงดงามว่า: ‘ฟ้าดินนั้นเปรียบเสมือนที่สูบลม แม้จะว่างเปล่าแต่ก็ไม่หมดแรง ยิ่งเคลื่อนไหว ยิ่งให้ลมออกมา’

ปราชญ์ใช้ความว่าง (Emptiness) ไม่ใช่เพื่อความกลวงเปล่า แต่เพื่อเป็นพื้นที่รองรับแรงกระแทกและสร้างพลังงาน การตระหนักรู้… เปรียบเสมือนการโยกคันสูบเพื่อดึงลมเข้า ทุกครั้งที่ท่านฝึกฝน ท่านกำลังอัดอากาศเข้าไปในถุงลมแห่งจิตวิญญาณ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับแรงปะทะที่ไม่อาจคาดเดา

การผลาญลม: ความประมาทของผู้มีบุญ

ความมหัศจรรย์… ไม่ใช่แค่การที่ท่านสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้ แต่คือการที่ท่านยัง ‘รอดตาย’ มาได้ ทั้งที่ใช้ชีวิตด้วยความประมาทเลินเล่อราวกับคนบ้า

ที่พญามัจจุราชยังไม่อาจกระชากวิญญาณท่านไปได้ ไม่ใช่เพราะท่านเก่งกาจ หรือหนังเหนียว แต่มันเป็นเพราะ ‘แรงดันลม’ ในถังที่ท่านสั่งสมมาดีแล้วในอดีต มันยังค้ำคอท่านอยู่ต่างหาก

จงยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า… ชีวิตไม่เคยยุติธรรมที่หน้าเสื่อ ผู้เล่นแต่ละคนไม่ได้เริ่มเกมด้วยทรัพยากรที่เท่ากัน บางคนเริ่มเกมด้วยถังลมที่อัดแน่นจนแทบจะระเบิด (บุญเก่า/ต้นทุนสูง) บางคนเริ่มเกมด้วยถุงลมที่ลีบแบนจนน่าใจหาย

ทว่า… จุดตัดของชะตากรรมไม่ได้อยู่ที่ ‘ต้นทุนเท่าไหร่’ แต่อยู่ที่ ‘ใช้เป็นไหม’ ผู้มีปัญญา… แม้เริ่มด้วยลมน้อย แต่เมื่อเห็นกลไกของธรรมชาติ เขาย่อมรีบ ‘สูบลม’ เก็บเข้าถังทุกวินาทีที่มีโอกาส ส่วนผู้ประมาท… แม้เริ่มด้วยถังลมมหาศาล เขากลับเป็น ‘เศรษฐีล้างผลาญ’ ที่ไม่รู้จักมัธยัสถ์ในพลังมงคล

เขา ‘ปล่อยลม’ ทิ้งอย่างพร่ำเพรื่อและสุรุ่ยสุหร่าย แม้กับเรื่องไร้สาระ เช่น การขับรถปาดหน้ามัจจุราชด้วยอารมณ์ชั่ววูบ หรือการพาตัวเองไปเสี่ยงในที่อโคจร เมื่อรอดมาได้… เขากลับยิ้มเยาะและลำพองใจว่า “เห็นไหม ขับแบบนี้ก็ไม่เห็นเป็นไร ฝีมือกูแน่” หารู้ไม่ว่า… นั่นไม่ใช่ฝีมือ แต่มันคือการ ‘รูดบัตรเครดิตบุญ’ จ่ายค่ารอดตายไปก้อนโต

เหล่าเทวดาและชาวทิพย์ที่ท่านมองไม่เห็น พวกเขาจำต้องทำงานหนักเพื่อประคองท่านไว้… ไม่ใช่เพราะท่านน่ารักน่าเอ็นดู แต่พวกเขาทำงานตาม ‘กลไกของลม’ ตราบใดที่เช็คของท่านยังเด้งไม่ถึงขีดแดง พวกเขาก็ยังต้องจ่าย แต่จงจำไว้เถิด… ถังลมของท่านมีก้นถัง และสายป่านของโชคชะตาก็มีความยาวจำกัด อย่าได้ประมาทกับลมที่เหลืออยู่… เพราะในวันที่ลมหมดเกลี้ยง แม้แต่เทวดาก็ไม่อาจช่วยคนล้มละลายได้”

การสูบลม: ปฏิบัติการฝืนแรงดึงดูด

 ‘ถุงลมเก่า’ (วาสนาเก่า) อาจทำงานช่วยกระตุกเตือนท่านไว้ แต่ผู้ที่เข้าใจความตายอย่างลึกซึ้ง จะไม่นั่งงอมืองอเท้ารอเศษทานความเมตตาจากอดีต

ทำไมท่านต้องเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้าย? การหวังพึ่งถุงลมเก่า ก็ไม่ต่างอะไรกับการกระโดดร่มลงมาจากเครื่องบินโดยไม่สวมชูชีพ แล้วไปลุ้นเอาหน้างานว่าลมใต้ปีกจะช่วยพยุงร่างท่านไว้หรือไม่… นั่นไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่มันคือ ความประมาทโดยค่ามาตรฐาน

ของเก่ามีวันหมดไป… ของใหม่จักต้องทำให้เจริญงอกงามขึ้นด้วย สิ่งที่ท่านต้องทำคือ ‘การสูบลม’ เข้าไปเติมเต็มตลอดเวลา และท่านต้องตระหนักถึงความจริงข้อสำคัญที่สุดว่า… ‘เครื่องสูบลมนี้ ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับระบบออโต้’

หากท่านกำลังสูบลม… ท่านจะไม่มีทางเป็นไปโดยออโต้ หากท่านเป็นไปโดยออโต้… ท่านจะไม่มีวันสูบลมได้

สองสภาวะนี้อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ เหมือนแสงสว่างกับความมืด หากท่านปล่อยไหลตามความเคยชิน นั่นคือท่านกำลัง ‘รั่ว’ ไม่ใช่กำลังสูบ ท่านต้องตระหนักถึงความขัดแย้งนี้ไว้ให้ดี อย่าได้หลอกตัวเอง

ศาสตร์แห่งการ 'ตั้งใจ'

“สิ่งที่ขัดขืนต่อระบบอัตโนมัติของเครื่องจักรชีวภาพ คือระบบ ‘แมนนวล’ (Manual) ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี ‘ความตั้งใจ’ เข้าไปแทรกแซงเท่านั้น

บรรพชนของเราเข้าใจกลไกนี้อย่างลึกซึ้ง จึงบัญญัติคำว่า ‘ตั้งใจ’ ขึ้นมา ทำไมต้องใช้คำว่า ‘ตั้ง’? เพราะโดยปกติของธรรมชาติ จิตใจมนุษย์นั้นอ่อนแอและพร้อมจะ ‘ล้ม’ ระเนระนาดไหลลงสู่ที่ต่ำตามแรงดึงดูดของปรากฎการณ์และอาการโดยอัตโนมัติ การ ‘ตั้งใจ’ จึงหมายถึงการฝืนแรงโน้มถ่วง… คือการประคองใจที่เหลวเป๋วนั้นให้ ‘ตั้งตระหง่าน’ ขึ้นมา ถูกประคบประหงมด้วยการตระหนักรู้

หากท่านจะสูบลม… ท่านต้องเข้าเกียร์แมนนวลเท่านั้น! ท่านต้องออกแรง ‘ตั้ง’ มันขึ้นมาทุกครั้ง

หนึ่งในหายนะที่น่ากลัวที่สุด คือการที่ท่าน ‘ละเมอว่าตื่น’ หากท่านยังอยู่ในโหมดออโต้ แต่ดันสำคัญตัวผิดคิดว่าตนเองกำลังถือพวงมาลัยแมนนวลอยู่ นั่นคือ ‘นอยซ์’ ที่ซับซ้อนและแนบเนียนที่สุด… มันคือ ‘ต้อกระจกแห่งอัตตา’ ที่หลอกตา ถังลมที่ท่านสูบได้ในสภาวะนั้น… เป็นเพียงถังลมในจินตนาการ เมื่อวิกฤตชีวิตของจริงมาถึง ถังลมปลอมๆ นั้นจะว่างเปล่า และไม่อาจช่วยชีวิตท่านได้เลย

ความตั้งใจ = สูบลมทีละขณะ

“การจะรักษาความตั้งใจให้จดจ่ออยู่กับ ‘ภาพฝันของปราสาท’ ทั้งหลังนั้น… เป็นเรื่องเพ้อเจ้อและเกินกำลัง เพราะปราสาทคืออนาคต คือภาพรวมที่เลือนลาง คือกับดักชั้นดีที่ล่อลวงให้จิตของท่านเผลอไผลหลุดเข้าไปในโลกแห่งความฟุ้งซ่านและระบบอัตโนมัติ

แต่ในทางกลับกัน… การจดจ่ออยู่กับ ‘หินก้อนเล็กๆ’ ในมือเพียงก้อนเดียว กลับทำให้ท่านสัมผัสถึง ‘น้ำหนักแห่งปัจจุบัน’ ได้อย่างชัดเจนและทรงพลังกว่า เพียงแค่เผลอมองปราสาทแวบเดียว… ท่านจะถูกดูดกลับไปเป็นเครื่องจักรทันที แต่มันก็ยากเหลือเกินที่ลิงในหัวของท่านจะยอมจ้องมองแค่หินโง่ๆ ก้อนเดียว

กูรเจฟฟ์ (G.I. Gurdjieff) ปราชญ์ผู้ขวางโลก เคยท้าทายความโอหังของมนุษย์ไว้อย่างเจ็บแสบว่า: ‘มนุษย์เรานั้นเป็นเครื่องจักรที่ทำงานอัตโนมัติตลอดเวลา… อย่าว่าแต่ครองสติตลอดทั้งวันเลย เอาแค่ให้ท่านลองเดินแล้ว ระลึกรู้ตนเอง (Self-Remembering) ให้ได้เกิน 2 นาที โดยไม่เผลอแวบไปคิดเรื่องอื่น… ท่านยังทำไม่รอด!’

ความจริงข้อนี้ตบหน้าพวกเราทุกคน… ในเมื่อการแบกปราสาทแห่งสติมันหนักเกินกำลังของคนละเมอ… เราจึงต้องลดเพดานลงมาเหลือเพียง ‘ทีละขณะ’

ในกิจกรรมการเรียนรู้ของตาเต่า ข้าพเจ้าและเพื่อนๆจะไม่แนะนำให้ท่านสร้างปราสาทในอากาศ แต่เราจะพาท่านดำดิ่งสู่ศิลปะแห่งความเป็นชั่วขณะ ท่านจะได้พบกับกลไกสำคัญ 3 ด่าน ได้แก่ ‘ประตูดิน ประตูคน และประตูฟ้า’ นี่คือเครื่องมือที่จะพาให้ท่านกลับมา ‘สูบลม’… ทีละเฮือก… ทีละก้อนหิน… เพื่อสะสมอิสรภาพจากระบบอัตโนมัติ… ทีละวินาที