ปรากฏการณ์คือทุกระลอกคลื่นที่ซัดสาดเข้ากระทบผัสสะของท่าน มันคือฉากละครทั้งหมดที่ท่านถูกถีบให้ลงไปเล่นโดยไม่รู้ตัว
กาลิเลโอเคยเปรยไว้ด้วยรอยยิ้มมุมปากว่า “ความจริงทุกอย่างนั้นแสนเรียบง่ายเมื่อถูกเปิดเปลือยออกมา… ความยากไม่ได้อยู่ที่การทำความเข้าใจมัน แต่อยู่ที่การค้นหามันให้เจอต่างหาก”
และนี่คือกุญแจดอกแรกที่ท่านต้องถือไว้: เมื่อใดก็ตามที่ท่านค้นพบ ‘ราก’ ที่แท้จริงของความโกลาหล เมื่อนั้นความบ้าคลั่งของมันจะสูญเสียอำนาจที่จะทำร้ายท่าน ท่านจะไม่ใช่เหยื่อที่วิ่งหนีพายุอีกต่อไป แต่ท่านจะกลายเป็น “ตาพายุ” ที่สงบนิ่งท่ามกลางแรงเหวี่ยงนั้น
จงอย่าเสียเวลาไปไล่จับเงาหรือควันไฟ แต่จงย้อนทวนกระแสกลับไปดูวินาทีแรกที่ไฟถูกจุดติดขึ้น… วินาทีที่ความเรียบง่ายถูกฉีกกระชากออกจนกลายเป็นความยุ่งเหยิง
หลังจากสิ่งที่ วิถีพุทธ เรียกว่า ‘ความไม่รู้’ ได้ก่อตัวเป็นรูปทรง… หลังจากผลไม้แห่งความรู้ใน ศรัทธาของชาวคริสต์ ถูกกัดกินจนเหลือแต่แกน… หลังจาก ‘มายา’ ใน คติแห่งพราหมณ์ ได้กางม่านบังตา และหลังจากสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกอย่างเย็นชาว่า “การยุบตัวของฟังก์ชันคลื่น” (Collapse of the Wave Function)—วินาทีที่ผู้สังเกตเข้าไปยุ่งย่ามจนความน่าจะเป็นกลายเป็นความจริงอันแข็งกระด้าง
ทันใดนั้น… ความว่างก็ไม่ว่างอีกต่อไป มันเกิด “การระคายเคือง” ครั้งแรกขึ้นในจักรวาล เหมือนเม็ดทรายในเปลือกหอยมุก แต่ผลลัพธ์ไม่ใช่ไข่มุก มันคือความโกลาหล จากความไม่มี (Nothingness) ถูกถีบส่งด้วยแรงเหวี่ยงให้กลายเป็น ความมี (Existence)
แรงส่งแห่งโมเมนตัมนั้นรุนแรงเสียจนฉีกกระชากความเป็นหนึ่งเดียวออกเป็น “คู่ตรงข้าม” (Duality)
เมื่อวงล้อแห่งโมเมนตัมเริ่มหมุนด้วยความเร็ววิกฤต เรื่องราวความวุ่นวายก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ลองจินตนาการถึง “หนูที่หลับใหลอยู่ในกงล้อ” ในตอนแรกมันแค่สะดุ้งตื่นเพราะแรงสั่นสะเทือน แต่เมื่อกงล้อหมุนเร็วขึ้นด้วยแรงส่งที่มองไม่เห็น หนูตัวนั้นไม่ได้วิ่งเพราะอยากวิ่ง แต่มันวิ่งเพราะ หยุดไม่ได้ หากหยุดคือตาย—และนั่นคือสภาพของพวกเรา วิ่งพล่านอยู่ในกงล้อแห่งวัฏสงสาร
ท่านเล่าจื๊อกล่าวไว้ว่า “เต๋าให้กำเนิดหนึ่ง หนึ่งให้กำเนิดสอง สองให้กำเนิดสาม สามให้กำเนิดสรรพสิ่ง” … ประโยคสั้นๆ นี้คือเรื่องจริงที่ร้ายกาจ “สรรพสิ่ง” (The Ten Thousand Things) นี่แหละที่ทำให้ท่านหัวหมุนไม่จบสิ้น
จากการระคายเคืองระดับควอนตัม ขยายตัวกลายเป็น “ปรากฏการณ์” ที่ท่านต้องเผชิญหน้า ปรากฏการณ์คือทุกระลอกคลื่นที่ซัดสาดเข้ากระทบผัสสะของท่าน มันคือฉากละครทั้งหมดที่ท่านถูกถีบให้ลงไปเล่นโดยไม่รู้ตัว:
ทุกสิ่งที่เข้ามาเยือนในชีวิตท่าน หรือแม้แต่สิ่งที่เข้ามาในหัวท่านโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ล้วนเป็นปรากฏการณ์ ทว่า…ท่านเลือกได้ว่าจะเป็นใครในสมรภูมินี้:
หากท่านมีชุดเข้าใจปรากฎการณ์เพียงแค่ มืด-สว่าง, ดี-ชั่ว, หยิน-หยาง หรือ การปรากฏ-การหวนกลับ (Rise and Return)… ข้าพเจ้าขอบอกตามตรงว่า มัน “มีมิติน้อยไปหน่อย” ในทางปฏิบัติ การรู้ว่าโลกมี หยิน-หยาง ก็เหมือนรู้ว่าโลกนี้มี ชาย-หญิง แต่มันไม่ได้ช่วยให้ท่านเข้าใจวิธีจีบสาว หรือวิธีประคองชีวิตคู่เลยสักนิด มันกว้างเกินไปจนจับต้องไม่ได้
ในทางกลับกัน หากท่านยังพอใจที่จะจมปลักอยู่กับการแก้ปัญหาแบบ พลทหาร ณ ฐานล่างสุดของพีระมิด—ประเภทที่ว่า ‘วันนี้งานไม่เสร็จก็ทำซะ’ หรือ ‘พรุ่งนี้ลูกน้องลาออกก็หาใหม่’—ข้าพเจ้าขอบอกว่าท่านอาจเหนื่อยไม่รู้จบ จริงอยู่ที่ท่านอาจสยบปัญหาตรงหน้าได้ ท่านอาจ ‘จบ’ เรื่องราววุ่นวายได้เป็นคราวๆ แต่มันเป็นชัยชนะที่ตื้นเขินและหยาบกระด้างเหลือเกิน เพราะวิธีการนี้ ขาดซึ่งมิติและความกว้างขวาง ที่จะมองเห็นต้นตอที่แท้จริง
เราต้องการบางสิ่งที่อยู่ตรงกลางระบบที่ไม่ “กว้างจนฟุ้ง” และไม่ “แคบจนตัน” เราต้องการแม่สี ที่พอจะให้เราได้ผสมออกมาเป็น “แรงขับเคลื่อนต้นกำเนิด” ที่จะช่วยให้เราเห็น กลไก ของปัญหา ไม่ใช่แค่เห็น อาการ ของมัน