สิ่งที่ข้าพเจ้าเพียรจารึกไว้ทั้งหมดนี้ ‘สอบตก’ ในทางวิทยาศาสตร์ … เพราะข้าพเจ้าไม่ได้เขียนมันขึ้นด้วย ‘หมึก’ แห่งตรรกะเพียงอย่างเดียว แต่ยังผสมด้วย ‘เลือด’ แห่งประสบการณ์ ในสายตาของข้าพเจ้า วิทยาศาสตร์ปัจจุบันแม้จะกว้างไกลจนน่าทึ่ง แต่มันก็เต็มไปด้วย ‘ช่องโหว่’ ที่แห้งแล้งและแข็งกระด้าง เกินกว่าจะเยียวยามิติความทุกข์ระทมที่มนุษย์ต้องเผชิญในชีวิตจริงได้
และในทางกลับกัน… งานของข้าพเจ้าก็ ‘นอกรีต’ ในทางจิตวิญญาณ เพราะข้าพเจ้าเป็น ‘คนบาปผู้ดื้อด้าน’ ที่ขับเคลื่อนด้วย ‘เหตุผล’ การให้ก้มหัวศรัทธาในสิ่งที่ไร้ตรรกะรองรับ คือความฝืนใจอันน่าขยะแขยง เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้า… ไม่อาจลดตัวลงไปยอมรับได้
ในเมื่อวิทยาศาสตร์เป็นเพียงแผนที่ที่ยังเขียนไม่เสร็จ และจิตวิญญาณเป็นเพียงยาหอมที่ระเหยหายไปในสายลม… สิ่งที่ข้าพเจ้าเลือกหยิบมาเติมเต็มความว่างเปล่าในงานเขียนทุกชิ้น คือสิ่งที่เรียกว่า ‘สภาวะ’ (State)
สภาวะ… คือความจริงที่ ‘เปลือยเปล่า’ ที่สุด คือผลลัพธ์ที่ซื่อตรงและหยาบกร้านที่สุด ที่จะเผยตัวออกมาก็ต่อเมื่อเรากล้าพอที่จะก้าวข้ามกำแพงดัดจริตของทฤษฎีวิทยาศาสตร์ และพังทลายกรงขังแห่งความงมงายทางจิตวิญญาณ
งานเขียนเหล่านี้ ไม่ได้เกิดจากการนั่งเทียนเขียนทฤษฎีในห้องแอร์ แต่บ่มเพาะมาจากการ ‘เฝ้าสังเกต’ อย่างกัดไม่ปล่อย สังเกต ‘ของจริง’ ที่เกิดขึ้นในตัวผู้ปฏิบัติ ไม่ใช่ตัวหนังสือบนกระดาษเปื้อนหมึก ดังที่ปราชญ์ใน เต้าเต๋อจิง เคยกล่าวไว้อย่างแสบสันต์ว่า “เต๋าที่แท้… ไม่มีบัญญัติ” ธรรมชาติทำงานของมันไปอย่างเงียบเชียบ โดยไม่ต้องรอนิยามจากปากมนุษย์
ทว่า… ผลจากการเฝ้ามองความเงียบงันเหล่านั้น ทำให้ข้าพเจ้าค้นพบความเชื่อมโยงที่น่าอัศจรรย์ ข้าพเจ้าจึงจำต้องรับบทเป็น ‘ล่าม’ ผู้แปลรหัสจากสภาวะนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ ให้ย้อนกลับมาเป็น ‘ถ้อยคำและบัญญัติ’ ที่มนุษย์ผู้หิวกระหายเหตุผลพอจะเคี้ยวกลืนลงคอได้
โดยใช้ วิทยาศาสตร์… เป็น ‘โครงกระดูก’ เพื่อให้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ใช้ จิตวิญญาณ… เป็น ‘เนื้อหนัง’ เพื่อให้มีชีวิตชีวา และใช้ ความเปลี่ยนแปลงจากตัวข้าพเจ้าและผู้คนร่วมแนวทาง… เป็น ‘บทพิสูจน์’ เพื่อยืนยันความจริง
ฉะนั้น จงอย่าบูชาถ้อยคำเหล่านี้ในฐานะตำราวิชาการ หรือกราบไหว้มันในฐานะคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์… นั่นมันเรื่องไร้สาระ แต่มันคือ ‘บันทึกพยานปากเอก’ จากสภาวะจริง ที่ข้าพเจ้าตั้งใจส่งต่อ เพื่อเปลี่ยนความจริงที่ไร้รูป ให้กลายเป็น ‘อาวุธ’ …ให้ท่านนำไปใช้ฟาดฟันกับคลื่นพายุแห่งความเปลี่ยนแปลง ที่กำลังถาโถมเข้ามาในชีวิตของท่าน… ณ บัดนี้
ภูมิปัญญาเหล่านี้ ไม่ได้ผุดพรายขึ้นมาจากความว่างเปล่าในหัวสมองของข้าพเจ้า…
กราบสดุดี ‘เหล่าครูบาอาจารย์’ ผู้เปรียบเสมือน ‘ฐานรากของภูเขาน้ำแข็ง’ ที่ยอมจมดิ่งอยู่ในความมืดมิดที่ลึกที่สุด… ท่านเหล่านั้นไม่ได้มอบแค่ปัญญา แต่ได้มอบ ‘หัวใจ’… หัวใจที่เปี่ยมด้วยความกรุณาอันเกรี้ยวกราด และความกล้าหาญที่จะฉุดกระชากผู้คนให้พ้นจากหลุมพรางของความสับสน
ด้วยแรงส่งจากเจตจำนงนั้นเอง… ทำให้ถ้อยคำในงานเขียนชุดนี้ ‘ทิ้งใครไว้กลางทางไม่ได้’ ข้าพเจ้าจำต้องรับผิดชอบดูแลผู้ร่วมทางเฉกเช่นท่าน… ตลอดเส้นทาง
งานทั้งหมดนี้ จึงขอปวารณาตัวเป็น ‘เชือกนำทาง’ ที่จะคอยกระตุกสติ และประคองสภาวะของท่าน… ตั้งแต่ เบื้องต้น… ในยามที่ท่านเริ่มกลั้นใจดำดิ่งสู่ความเงียบ สู่ ท่ามกลาง… ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่หนาวเหน็บจนกระดูกสั่นไหว และ ในที่สุด… ในยามที่ต้องนำผลึกปัญญา กลับขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ
เพราะการตื่นรู้ที่แท้จริง… ไม่ใช่แค่การดำลงไปเพื่อหนีโลก แต่คือการ ‘กลับขึ้นมา’ มีชีวิตเยี่ยงมนุษย์… ได้อย่างงดงามและมีปัญญา