ข้าพเจ้ามิได้เตรียมตำราที่ตายซากไว้ป้อนท่าน แต่ท่านจะได้เรียนรู้ผ่าน 'เทคนิคเฉพาะ' ที่ถูกออกแบบไว้อย่างแยบคาย เพื่อนำพาท่านผ่าวงล้อมของทฤษฎี... มุ่งตรงสู่หัวใจของ 'ประสบการณ์ตรง' ที่ท่านต้องสัมผัสและลิ้มรสด้วยเนื้อหนังของตัวเอง
“การเรียนรู้เปรียบเสมือนดาบสองคม หาก ‘หลวม’ เกินไป ท่านก็จะหลงทิศ เหมือนใบบัวที่วางห่างกันจนสุดเอื้อม ท่านจะกระโดดไม่พ้น ตกลงสู่ห้วงน้ำแห่งความสับสนและจมหายไป… แต่หาก ‘แน่น’ เกินไป มันก็จะกลายเป็น ‘กรงขังทางความคิด’ เหมือนใบบัวที่วางซ้อนทับกันจนไม่มีช่องไฟ มันน่าเบื่อ เยิ่นเย้อ และที่เลวร้ายที่สุด… มันทำให้ปัญญาของท่านเป็น ‘อัมพาต’ เพราะท่านไม่ต้องออกแรงขบคิดอะไรเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้… ‘ระยะห่าง’ จึงเป็นหัวใจสำคัญของเทคนิคตาสว่าง ข้าพเจ้าจงใจทิ้ง ‘ช่องว่าง’ ไว้ ไม่ใช่เพราะข้าพเจ้าเกียจคร้าน แต่เพื่อให้ท่านได้ถมมันให้เต็ม… ด้วยภูมิปัญญาของท่านเอง
จงอย่าแปลกใจ… หากบางถ้อยคำดูห่างเหิน อย่าได้ตื่นตระหนก… หากบทสนทนาจบลงแบบปลายเปิด เพราะความว่างเปล่านั้น ไม่ได้ไร้ความหมาย แต่มันถูกเว้นไว้รอให้ท่าน ‘ออกแรง’ ท่านต้องใช้ ‘กล้ามเนื้อแห่งปัญญา’ เชื่อมโยงจุดต่อจุด… และกล้าที่จะกระโจนจากใบบัวใบหนึ่ง ไปสู่อีกใบหนึ่งด้วยตนเอง ปัญญาที่เกิดจากการ ‘ฟังเขาเล่า’ … นั้นเปราะบางเหมือนของยืม แต่ปัญญาที่เกิดจากการ ‘ออกแรงกระโดด’ … นั้นคงทนและสง่างาม เพราะมันเป็นของท่านอย่างแท้จริง”
“ท่านจงอย่าได้สับสนระหว่าง ‘สมุดจดที่เปื้อนหมึกจนเต็มหน้า’ กับ ‘ปัญญาที่ตื่นรู้’ ข้าพเจ้าไม่ได้ปรารถนาให้ท่านได้เพียงซากศพของภาษาที่ไร้โภชนาการ แต่โภชนาการที่แท้จริงต้องซึมลึกอยู่ในกระแสเลือด ฝังรากในดวงจิต หาใช่สิ่งภายนอกบนแผ่นกระดาษ
การเรียนรู้ที่แท้จริงต้องนำพาให้เกิด ‘การตกผลึก’ สิ่งนั้นไม่ใช่ความคิดฟุ้งซ่าน ไม่ใช่ม่านหมอกที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ใต้ฐานพีระมิดแห่งปรากฏการณ์ แต่มันคือชั่วขณะจิตที่ ‘ปลาได้ดีดตัวทะยานพ้นผิวน้ำ’ แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาที… แต่นั่นก็มากพอแล้วที่ปอดจะได้สัมผัสกับออกซิเจนแห่งความจริง ลมหายใจเฮือกนั้นแหละ ที่จะไปกระตุก ‘เฟืองแห่งญาณหยั่งรู้’ ให้ตื่นตัว และระดมสรรพกำลังทั้งหมดของชีวิต… เพื่อโหยหาอากาศบริสุทธิ์เช่นนั้นอีกครั้ง”