'พ่อค้าและนักการตลาดทางจิตวิญญาณ' จะดาหน้าเข้ามาเสนอทางลัด พวกเขาหยิบยื่น 'รูหนูลอดกำแพง' ที่ดูงดงามและสะดวกสบายเพื่อเอาใจอัตตาของท่าน แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือยาพิษเคลือบน้ำตาล!

The Invisible Wall

กำแพงที่มองไม่เห็น

“ช่างเป็นเรื่องตลกร้ายที่มนุษย์เรามักตาบอดต่อสิ่งที่ไม่เคยเห็น แต่โศกนาฏกรรมที่แท้จริงคือการที่ท่านไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังตาบอด… ท่านต่างหลงมัวเมาในความหยิ่งยโส ทึกทักเอาเองว่าตนคือ ‘พญาอินทรี’ ผู้เชื่อเหลือเกินว่าตนกำลังมองปัญหาด้วยสายตาที่เหนือกว่าฝูงกา

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพายุแห่งปัญหา ท่านเชื่ออย่างสนิทใจว่าท่านกำลังมองมันจากมุมสูง กำลังจัดการมันด้วยสายตาที่กว้างไกล อิสระ และเฉียบคมดั่งจ้าวเวหา…แต่ความจริงนั้นช่างน่าเวทนา

แท้จริงแล้วท่านไม่ได้บินอยู่บนฟ้า ท่านเป็นเพียง ‘ด้วงขี้ควาย’ (Dung Beetle) ที่มีวิสัยทัศน์จำกัดอยู่เพียงแค่ ก้อนอาจมแห่งความทรงจำ ตรงหน้า… ท่านก้มหน้าก้มตาเข็นก้อนความคิดเก่าคร่ำครึนี้ถอยหลังไปเรื่อยๆ แล้วหลอกตัวเองว่า ฉันกำลังใคร่ครวญปัญหาด้วยมุมมองที่อิสระเสรี 

ท่านคิดว่าท่านกำลังใช้วิธีใหม่? เปล่าเลย… ท่านกำลังเต้นรำอยู่ในกรงขังของจินตนาการเดิมๆ หากชีวิตคือสนามรบ ท่านคงพ่ายแพ้อย่างหมดรูปตั้งแต่ยังไม่ทันชักดาบ เพราะศัตรูสามารถอ่าน ‘รูปแบบซ้ำซาก’ (Old Patterns) ของท่านได้ทะลุปรุโปร่ง ความจำเจคือหลุมศพของท่านเอง

ปราชญ์ผู้เฒ่าอย่าง โสกราตีส จึงพยายามตะโกนใส่หูที่หนวกสนิทของมนุษย์ด้วยประโยคที่เชือดเฉือนความโอหังว่า ‘สิ่งเดียวที่ข้ารู้ คือข้าไม่รู้อะไรเลย’

จงตระหนักเถิด… ว่าท่านไม่มีวันไต่ขึ้นสู่ยอดพีระมิดแห่งปัญญา หรือดำดิ่งสู่ศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณได้ ตราบใดที่ท่านยังแบกความรู้ท่วมหัวและมองไม่เห็นกำแพงกระจกที่ขังท่านไว้ 

แรงโน้มถ่วง

“ไม่เห็นยากเลย… ก็แค่มองให้สูงขึ้นไป” ช่าง…ไร้เดียงสาเสียนี่กระไร

ท่านคิดว่าการที่ด้วงขี้ควายตัวหนึ่งจะมีมุมมองแบบพญาอินทรีง่ายดายเพียงแค่การ ‘คิดใหม่’ หรือ ‘หาไอเดียใหม่’ กระนั้นหรือ? นี่คือตลกร้ายที่ท่านเล่าให้ตัวเองฟังเพื่อกลบเกลื่อนความจริง

ท่านกำลังต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘วิสัยทัศน์’ แต่ท่านกำลังงัดข้ออยู่กับ ‘แรงโน้มถ่วงแห่งกมลสันดาน’ ด้วงขี้ควายไม่ได้แค่มองไม่เห็นท้องฟ้า แต่มัน กลัว ความเวิ้งว้างของท้องฟ้า มันหวาดผวากับความไม่รู้ภายใต้ความไม่คุ้นชินนั้น

มันกำลังสู้กับ ‘อิมพลาย’ (Implies) หรือนัยยะที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณ… นัยยะที่บอกว่า “ก้อนอาจมนี่แหละคือสมบัติล้ำค่าที่สุด”

สิ่งที่น่าขันที่สุด… เมื่อปราชญ์ชี้ให้เห็นทางออก สิ่งที่ท่านทำไม่ใช่การซาบซึ้ง แต่คือการ ‘หัวเราะเยาะ’ ดังที่เหลาจื่อกล่าวไว้ว่า “เมื่อคนโง่เขลาได้ยินเรื่องเต๋า เขาจะหัวเราะลั่น หากเขาไม่หัวเราะ นั่นก็ยังไม่ใช่วิถีแห่งเต๋า”

กำแพงล่องหนนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่ปิดกั้นไม่ให้ท่านเห็นความจริงภายนอก… แต่มันทำหน้าที่บิดเบือนให้ความจริงภายนอก กลายเป็นเรื่องเพ้อเจ้อที่ยอมรับไม่ได้สำหรับท่านต่างหาก

เครื่องทวนกระแส

บรรดาปราชญ์ยุคบรรพกาลตระหนักรู้ถึง ‘กับดัก’ นี้ดี พวกเขาจึงไม่ใช้วิธีสอนสั่งแบบทื่อๆ แต่ใช้ ‘เครื่องมือและความแยบคาย’ เพื่อเจาะช่องกำแพงนั้น 

เจงกิสข่าน กับ ฉางชุน (The Conqueror and The Monk): มหาบุรุษผู้พิชิตโลกด้วยดาบและเลือด ปรารถนาความเป็นอมตะ เขาตามหา นักพรตฉางชุน เพื่อขอยาอายุวัฒนะ หากฉางชุนเป็นเพียงบัณฑิตดาษดื่น คงเทศนาเรื่องศีลธรรมและถูกบั่นคอทิ้ง แต่ฉางชุน ‘ชี้’ ออกนอกกำแพงด้วยความแยบคาย ท่านกล่าวว่า “ยาอายุวัฒนะนั้นไม่มี มีเพียงวิถีแห่งการถนอมชีวิต… หากท่านอยากอยู่นาน ท่านต้องหยุดฆ่าและลดราคะ” คำพูดเรียบง่ายนี้กระตุกหนวดมังกร มันไม่ได้เปลี่ยนเจงกิสข่านเป็นนักบุญ แต่มันหยุดดาบที่กำลังจะฟาดฟันลงได้นับหมื่นเล่ม หากไร้ซึ่งการชี้แนะนี้ ทัพม้าคงย่ำยีโลกจนราบเป็นหน้ากลอง

เรื่องราวเหล่านี้ยืนยันสิ่งเดียว… หากปราศจากการ ‘กระซวก’ ให้หลุดจากวงโคจรเดิม แม้แต่พญามังกรหรือกษัตริย์ ก็ยังคงเป็นเพียงนักโทษในเขาวงกตแห่งความคิดตัวเอง

ฝ่ากำแพง

“การจะแหกคุกที่มองไม่เห็นนั้น… โดยปกติแล้วต้องอาศัยแรงถีบจากนรกหรือแรงดึงดูดจากสวรรค์”

ท่านจะไม่มีวันดิ้นรนหาทางออก จนกว่า ‘วิกฤตชีวิต’ จะฟาดงวงฟาดงาใส่หน้าท่าน จนท่านตระหนักด้วยเลือดและน้ำตาว่า ‘เพดานบิน’ ของท่านน่าจะต่ำเตี้ยเกินกว่าจะข้ามพายุลูกนั้นไปได้… หรือไม่ก็ต้องเป็นปาฏิหาริย์ที่ทำให้ท่านเหลือบเห็นแสงสว่างอันเลอค่าที่ปลายอุโมงค์ มีอะไรอยู่ตรงนั้นกันนะ? จนท่านยอมแลกทุกอย่างเพื่อจะตะเกียกตะกายออกไปดู

แต่จงระวัง… ในยามที่ท่านกำลังกระเสือกกระสนนั้น ‘พ่อค้าและนักการตลาดทางจิตวิญญาณ’ จะดาหน้าเข้ามาเสนอทางลัด พวกเขาหยิบยื่น ‘ทางลอดกำแพง’ ที่ดูงดงามและสะดวกสบาย หารู้ไม่ว่านั่นคือยาพิษเคลือบน้ำตาล!

สิ่งที่พวกเขาป้อนให้ท่าน ไม่ใช่อิสรภาพ แต่เป็นอาหารขยะที่ ‘ขุน’ ให้อัตตาของท่านอ้วนพีขึ้น ท่านหลงคิดว่าท่านได้ทะลุกำแพงไปแล้ว แต่แท้จริงแล้ว ตัวท่านกลับจมลึกลงไปในกองอาจมที่ใหญ่กว่าเดิม หรูหรากว่าเดิม และเหม็นเน่ายิ่งกว่าเดิม

แม้ท่านจะรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายพยายามพุ่งทะยานออกไป ‘แรงโน้มถ่วงแห่งความคุ้นชิน’ ก็จะกระชากท่านกลับลงมาที่จุดเดิม ราวกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ต่อให้ท่านมีบุญวาสนาหรือมงคลชีวิตค้ำจุน แต่หากขาดซึ่งเชื้อเพลิงภายใน มันก็ไม่ต่างอะไรกับการพยายามจุดไฟในมหาสมุทร

กระนั้น… ท่านอย่าเพิ่งสิ้นหวังจนกลายเป็นคนขี้แพ้

มนุษย์เรายังมี ‘ช่องว่างแห่งความเป็นไปได้’ ซ่อนอยู่ เหล่าปราชญ์และศาสดาต่างเคยกระซิบถึงหนทางนี้ แต่มันไม่ใช่พรมแดงที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันคือทางวิบากที่รกชัฏและบาดเท้า

จงจำไว้… ข้าพเจ้าไม่ได้ลากท่านมาที่นี่เพียงเพื่อเปลืองน้ำลายเสียดสีท่านแล้วพาให้ข้าพเจ้ามีความสุข หรือฉีกหน้ากากท่านให้เป็นเรื่องขบขัน เจตนาของข้าพเจ้าคือการพาท่านเดินลอดผ่าน ‘ประตู’ ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบหลังม่านหมอกแห่งความเจ็บปวดนั้น… เราจะค่อยๆ ก้าวเดินหาทางออกไปด้วยกัน