สิ่งที่ท่านเรียกว่า 'ตาทิพย์' นั้น แท้จริงแล้วมันคือ 'ต้อกระจกแห่งอัตตา' ที่หนาทึบที่สุด ท่านไม่ได้มองเห็นสวรรค์วิมานอะไรหรอก... ท่านก็เป็นเพียง 'ค้างคาวตาบอด' ในถ้ำมืด ที่บินชนผนังถ้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วทึกทักเอาเองว่ารอยฟกช้ำบนหน้าผาก คือรอยจูบจากพระเจ้า!"
“เช้า… สาย… บ่าย… เย็น… ร้อน… หนาว… นี่คือทัศนียภาพเมื่อมองผ่าน ‘แว่นฟ้า’… แว่นที่ฉายภาพ ‘ข้อมูลดิบ’ (Raw Data) อย่างซื่อตรงที่สุด มันมีเพียงการโคจรของจักรวาลที่ไร้เจตนา ไร้อารมณ์ และไร้ความหมาย
แต่อนิจจา… มนุษย์ทนไม่ได้ที่จะเห็นความจริงที่เปลือยเปล่าผ่านแว่นฟ้าเช่นนั้น ความเงียบสงัดของข้อมูลดิบทำให้ท่านรู้สึกเคว้งคว้าง หวาดกลัว และไม่ปลอดภัย ท่านจึงรีบถอดแว่นฟ้าทิ้ง แล้วสวมวิญญาณผู้กำกับละครน้ำเน่า… จับข้อมูลดิบเหล่านั้นมาใส่สีตีไข่ ผ่านกระบวนการ ‘ปรุงแต่ง’ ตามจริตของตัวเอง จนกลายเป็น ‘อาการ’
ตั้งแต่จำความได้… ท่านถูกล้างสมองว่า ‘อย่าหยุดแค่ความจริง’ ผีเสื้อเป็นผีเสื้อ… ไม่พอ ท่านต้องแปะป้ายว่า ‘สวยงาม’ อีกาเป็นอีกา… ไม่พอ ท่านต้องตราหน้าว่า ‘อัปมงคล’ ท่านถูกสอนให้เสพติด ‘คำวิเศษณ์’ (Adjectives)—ชอบ, ชัง, ดี, เลว, รัก, เกลียด—จนลืมไปแล้วว่า ‘คำนาม’ (Nouns) ที่แท้จริงภายใต้แว่นฟ้านั้นหน้าตาเป็นอย่างไร
เราถูกสอนให้ปรุงอาหารจนลิ้นพัง… เมื่อข้าพเจ้าหยิบยื่น ‘ปลาดิบ’ (ความจริง) ที่ไม่จิ้มซอส ไม่ชูรส ให้ท่าน ท่านกลับคายทิ้งแล้วตะโกนว่า “นี่มันจืดชืดเหมือนเคี้ยวรองเท้ายาง!” ท่านปฏิเสธธรรมชาติ เพราะธรรมชาติที่ท่านรู้จัก คือธรรมชาติที่ถูกฉีดฟอร์มาลีนแห่งการปรุงแต่งจนเต่งตึง
หายนะเริ่มต้นขึ้นตรงนี้… เมื่อท่านแยกไม่ออกแล้วว่า อะไรคือ ‘เนื้อปลา’ และอะไรคือ ‘น้ำจิ้ม’ ท่านลืมไปแล้วว่า ‘แว่นฟ้า’ เคยฉายภาพอะไรให้เห็น ท่านเสพติด ‘เสียงรบกวน’ (Noise) เข้าเส้นเลือด… จนเสียงรบกวนเหล่านั้น กลายเป็นอากาศที่ท่านใช้หายใจไปโดยปริยาย”
เมื่อ ‘แว่นคน’ มืดบอด มันคือสายตาของท่านที่มองทะลุผ่าน ‘นอยซ์’ (ความปรุงแต่ง/เสียงรบกวน) แล้วสิ่งที่ตกกระทบถึงใจท่านจึงไม่ใช่ ‘ความจริง’ อีกต่อไป แต่มันคือ ‘อาการ’ ที่ถูกบิดเบือนจนเสียรูป
หากท่านเพียงแค่กระแอม ‘อือ’ แล้วยักไหล่… มันก็ต้องมีบ้างแหละ แสดงว่าท่านยังประเมิน ‘หายนะ’ ต่ำเกินไป มันไม่ใช่แค่เรื่องลิ้นจริตดัดที่คายเนื้อปลาสดๆทิ้งเพราะไม่มีน้ำจิ้ม แต่ ‘นอยซ์’ (Noise) กำลังเล่นตลกขั้นคอขาดบาดตายกับชีวิตท่าน… มันบิดเบือนจนท่านมองเห็น ‘ปีศาจที่ถือเข็มฉีดยา’ เป็น ‘เทวดาผู้โปรดสัตว์’ เพียงเพราะภาพลักษณ์ของเขางดงามตรงตามนอยซ์ที่ท่านเสพ ท่านจึงหลงเชื่อหมดใจ ยอมถลกแขนเสื้อให้เขารีดเลือดปูหยดสุดท้ายออกจากกายท่านด้วยรอยยิ้ม
ในขณะเดียวกัน… ท่านกลับถีบหัวส่ง ‘ผู้พิทักษ์คนสุดท้าย’ ที่ยืนขวางนรกให้ท่าน เพียงเพราะเปลือกนอกของเขาดูน่ารังเกียจ ไม่เจริญหูเจริญตาตามมาตรฐานจอมปลอมในหัวท่าน
จงจำไว้… นอยซ์ไม่ได้มาแค่เศษเสี้ยว แต่มันสร้าง ‘ความเป็นทั้งหมด’ (Totality) ลวงโลกขึ้นมาครอบหัวท่านไว้ ‘สติ’ คือปราการด่านสุดท้ายที่จะตัดสินชะตา… ว่าท่านจะ ‘เอะใจ’ ในความทะแม่งนี้ หรือจะ ‘ปล่อยจอย’ ไหลตายไปกับกระแสน้ำเน่าที่นักการตลาดทางจิตวิญญาณกรอกใส่หู?
ท่านมันเป็นพวก ‘สายตาสั้น’ ที่หยิ่งผยอง… ท่านปฏิเสธที่จะมองความจริงผ่าน ‘แว่นฟ้า’ แล้วท่านจะเอาปัญญาที่ไหนไปแก้ปัญหาที่จุดศูนย์กลาง? จะเอาแรงที่ไหนปีนขึ้นสู่ยอดพีระมิด? ในเมื่อปากของท่านยังคาบยาพิษ และตัวของท่านยังเกลือกกลิ้งเสพสมอยู่กับ ‘ภาพตอแหล’ ที่ฉุดรั้งท่านให้ต่ำตมจนโงหัวไม่ขึ้น?”
สายตาสั้นต้องตัดแว่น… ท่านจำเป็นต้องหา ‘เลนส์’ (เครื่องมือ/ปัญญา) มาสวมใส่ เพื่อชดเชยความบกพร่องของดวงตาที่ธรรมชาติให้มาอย่างจำกัด และหากท่านพบว่าแว่นที่ใส่อยู่มันเริ่มมัวหมอง ภาพที่เห็นเริ่มบิดเบี้ยว… ก็จงลากสังขารไป ‘สอบเทียบ’ (Calibrate) กับสหายที่มีปัญญาและปราชญ์ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็จงไปวัดค่าสายตาเสียใหม่ อย่าดื้อด้านฝืนเพ่งมองทั้งที่ตาพร่า
แต่หากท่าน… ด้วยความโอหังที่ล้นทะลัก ยังดื้อด้านหลอกตัวเองว่าสายตาของท่านคมกริบยิ่งกว่าพญาอินทรี หรือจะเอาให้วิเศษวิโสกว่านั้น… หากท่านสำคัญตัวผิดคิดว่าตนมี ‘ทิพยจักษุ’ (Divine Eye) ของพระผู้เป็นเจ้าที่มองทะลุแจ้งแทงตลอด…
สิ่งที่ท่านเรียกว่า ‘ตาทิพย์’ นั้น แท้จริงแล้วมันคือ ‘ต้อกระจกแห่งอัตตา’ ที่หนาทึบที่สุด ท่านไม่ได้มองเห็นสวรรค์วิมานอะไรหรอก… ท่านก็เป็นเพียง ‘ค้างคาวตาบอด’ ในถ้ำมืด ที่บินชนผนังถ้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วทึกทักเอาเองว่ารอยฟกช้ำบนหน้าผาก คือรอยจูบจากพระเจ้า!”