จำไว้ว่า... ฟ้าไม่มีอาการ ฟ้าแค่ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามปกติของมัน ฝนตกคือฝนตก แดดออกคือแดดออก แต่ 'อาการ' เกิดขึ้นที่ใจของคน...

Rising — Fading

อุบัติ - เลือนหาย

ตาน้ำแห่งปรากฎการณ์

“ตราบใดที่ ‘ตาน้ำแห่งปรากฏการณ์’ ยังไม่ถูกปิดผนึก… ท่านอย่าได้หวังถึงความสงบสุขที่ยั่งยืน

ไม่ว่าท่านจะปรารถนาความนิ่งสงบเพียงใด แต่ตาน้ำนี้จะยังคงพรั่งพรูเรื่องราว ความสุข ความทุกข์ และปัญหาถาโถมเข้ามาใส่หน้าท่านอย่างไม่หยุดหย่อน มันทำหน้าที่เหมือน ‘แส้’ ที่เฆี่ยนตีม้าให้วิ่งตะบึง หรือเปรียบดั่ง ‘กงล้อเหล็กยักษ์แห่งจักรวาล’ ที่หมุนบดขยี้ทุกสรรพสิ่งด้วยแรงเฉื่อยอันมหาศาล… บีบคั้นให้ท่านต้องขยับเขยื้อน ดิ้นรน และตอบสนองอยู่ร่ำไป ท่านไม่อาจหยุดนิ่ง เพราะการหยุดนิ่งในขณะที่โลกหมุน คือการถูกเหวี่ยงกระเด็น

ยอดปราชญ์ผู้มีดวงตาเห็นธรรมสังเกตเห็น ‘กลไกอำมหิต’ นี้มาตั้งแต่ยุคบรรพกาล ในยุคของ ฝูซี (Fu Xi) มันถูกจารึกไว้ในคัมภีร์ อี้จิง ในทางพุทธศาสนา มันถูกเรียกว่า อนิจจัง ในปรัชญาตะวันตก เฮราคลิตุส กล่าวเตือนใจเราว่า ‘ไม่มีใครก้าวลงแม่น้ำสายเดิมได้สองครั้ง’

เรามักเรียกมันสั้นๆ ด้วยคำที่ดูไร้พิษสงว่า… ‘ความเปลี่ยนแปลง’

แต่จงอย่าดูแคลนคำคำนี้… ภายใต้ ‘รัฐธรรมนูญของธรรมชาติ’ นี้ ท่านจงอย่าทำตัวเป็นเพียงพลทหารที่ทำได้แค่พยักหน้าแล้วพึมพำว่า ‘อ๋อ… นี่คือความเปลี่ยนแปลง’ แล้วก็ก้มหน้าแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ต่อไป

ท่านต้องยกระดับตนเองขึ้นเป็น ‘จอมทัพ’ ผู้กำหนดยุทธศาสตร์! จงมองความเปลี่ยนแปลงเป็น ‘วัตถุดิบ’ 

เฉกเช่น ‘ขุนเขา’… ท่านไม่อาจเคลื่อนย้ายภูเขา แต่ท่านใช้ประโยชน์จากความสูงชันของมันเพื่อสร้างความได้เปรียบในสมรภูมิได้ เฉกเช่นเดียวกัน… ไม่มีมนุษย์หน้าไหนหาญกล้าไปขัดขวางกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ท่านสามารถใช้ประโยชน์จากการรู้ ‘ครรลองของฟ้า’ ได้

เมื่อท่านอ่านเกมขาดว่าคลื่นลมจะมาทางทิศใด วัตถุดิบแห่งชะตากรรมจะถูกส่งมาในรูปแบบไหน ท่านย่อมเตรียมการรับมือได้ล่วงหน้า… เปลี่ยนแรงปะทะให้เป็นแรงส่ง เปลี่ยนวิกฤตที่ถาโถมให้กลายเป็นโอกาสในการโต้กลับ

จงจำไว้… ผู้โง่เขลาขัดขืนการเปลี่ยนแปลง ผู้ชาญฉลาดปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลง แต่ ‘ยอดคน’… ใช้การเปลี่ยนแปลงเป็นอาวุธ”

หยิน-หยาง: ศาตราจากการสังเกต

“ยามเมื่อพายุแห่งความเปลี่ยนแปลงถาโถม… พลทหารจะทำได้เพียงกรีดร้องโอดครวญ แต่จอมทัพจะสงบนิ่ง ขบคิด และวางหมาก ผลจากการใคร่ครวญของจอมทัพยุคบรรพกาล ปรากฏเป็นสัญลักษณ์ที่เรียบง่ายที่สุดแต่ทรงพลังที่สุด… หยิน-หยาง

จงลบภาพจำเดิมๆ ทิ้งเสีย วงกลมขาว-ดำนี้ ไม่ใช่เครื่องรางกันผี ไม่ใช่สติ๊กเกอร์แปะท้ายรถบรรทุก แต่มันคือ ‘คู่มือเอาตัวรอด’ ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ มนุษย์โบราณฉลาดพอที่จะรู้ว่า การงัดข้อกับพระอาทิตย์มีแต่จะพ่ายแพ้ พวกเขาจึงเลือกที่จะ ‘สังเกต’… สังเกตจนเห็น ‘จังหวะการหายใจของจักรวาล’ ที่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน

จงมองสัญลักษณ์นี้ให้ลึกซึ้ง… มันไม่ใช่ภาพธรรมดา แต่มันคือจังหวะชีพจรของโลก มีมืด… ต้องมีสว่าง มีลง… ต้องมีขึ้น มีดับ… ต้องมีเกิด

นี่คือกฎเหล็กที่ไร้ความปรานี ท่านจะเลือกเอา ‘แค่ครึ่งเดียว’ ไม่ได้ เหมือนท่านโยนเหรียญ… ท่านจะเอาแต่ ‘หัว’ โดยไม่เอา ‘ก้อย’ ได้หรือ? เจงกิสข่าน พยายามจะ ‘ขึ้น’ ตลอดกาล… เขาจึงร่วงหล่น จิ๋นซีฮ่องเต้ พยายามจะ ‘เกิด’ ตลอดไป… เขาก็ต้องตายกลายเป็นผุพง

หยิน-หยางกำลังตบหน้าเตือนสติท่านสั้นๆ ว่า: ‘เลิกฝืนเสียที’ แล้วจงดูให้รู้ว่า ตอนนี้ลูกตุ้มนาฬิกามันแกว่งไปอยู่ที่จังหวะไหน”

อุบัติ

(rising)
  • สว่าง
  • ขึ้น
  • เกิด
  • ร้อน

เลือนหาย

(Fading)
  • มืด
  • ลง
  • ดับ
  • หนาว

อุบัติ - เลือนหาย

แม้แต่พระอาทิตย์ผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้า… ยังต้องมีเวลาอัสดง จงจดจำภาพนั้นไว้ให้ดี เพื่อสำเหนียกในความ ‘จ้อยร่อย’ ของตัวท่านเอง สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าท่านเป็นล้านเท่า ยังต้องศิโรราบให้แก่ ‘ความเปลี่ยนแปลง’… แล้วท่านเป็นใคร? เป็นเพียงฝุ่นธุลีเดินดินที่แค่โดนลมพัดก็ปลิวหาย จะหาญกล้าไปต่อรองอะไรกับธรรมชาติ?

กฎข้อนี้อยู่เหนือเจตนาและความต้องการของมนุษย์ ไม่ว่าท่านจะยิ่งใหญ่มาจากไหน ฟ้าก็ไม่เคยแยแส ทว่า… มนุษย์ผู้ไม่เจียมตัว ไม่เข้าใจในครรลอง ก็เริ่มแสดงความดื้อด้าน เริ่มต่อต้าน จนความดื้อรั้นนี้กลายเป็น ‘ความปกติอันวิปลาส’ ของสังคมมนุษย์

สิ่งนี้เองที่ทำให้ปรากฏการณ์หยิน-หยาง ไม่ใช่แค่เรื่องของ เกิด-ดับ หรือ มืด-สว่าง อีกต่อไป แต่เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘อาการ’ (Symptoms)

จำไว้ว่า… ฟ้าไม่มีอาการ ฟ้าแค่ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามปกติของมัน ฝนตกคือฝนตก แดดออกคือแดดออก แต่ ‘อาการ’ เกิดขึ้นที่ใจของคน… พลทหารผู้โง่เขลาไม่เข้าใจธรรมชาติของขุนเขา แต่อยากจะย้ายขุนเขา พอทำไม่ได้ก็เกิดความทุกข์ ความเครียด ความบ้าคลั่ง

ข้าพเจ้าเรียกปรากฏการณ์องค์รวมนี้ ทั้งการเคลื่อนตัวตามปกติของฟ้า และแรงเสียดทานจากความดื้อด้านของมนุษย์ว่า… การอุบัติ และ การเลือนหาย (Rising and Fading) การนิยามแบบนี้จะทำให้มิติให้การทำงานกับปรากฎการณ์และอาการมีความเด่นชัด อันจะได้กล่าวถึงถัดไป

“สายฝนห่าเดียวกัน… สำหรับชาวนาคือพรวิเศษ แต่สำหรับคนเดินทางคือคำสาปแช่ง ความบ้าคลั่งของมนุษย์จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือ ‘สมการที่บิดเบี้ยว’ ซึ่งมีตัวแปรสำคัญคือ อิมพลาย’ (Implies) หรือ ‘สันดานดิบ’ ของท่านทำหน้าที่เป็น ‘ตัวคูณ’

จงจำไว้ว่า… ปรากฏการณ์ หยิน-หยาง เป็นเพียง ‘สิ่งเร้า’ (Stimulus) ที่บริสุทธิ์และเป็นกลาง แต่ อิมพลาย ของท่านต่างหาก คือ ‘ตัวแปลภาษา’ (Decoder) ที่ทำงานบกพร่องและเต็มไปด้วยอคติ

  • เมื่อสิ่งเร้าคือ ‘ความมืด’: หากท่านมีอิมพลายชนิด ‘ขี้ขลาด’ ท่านจะไม่หยุดอยู่แค่ความกลัวตามสัญชาตญาณ แต่ท่านจะปรุงแต่งมันจนกลายเป็น ‘ความหวาดระแวง’ เห็นศัตรูในที่ว่างเปล่า

เมื่อสิ่งเร้าคือ ‘แสงสว่าง’: หากท่านมีอิมพลายชนิด ‘โอหัง’ ท่านจะไม่ใช่แค่การมองเห็น แต่ท่านจะ ‘ตาบอด’ เพราะหลงใหลในเงาของตัวเองจนมองไม่เห็นหัวคนอื่น

ใคร่ครวญเรื่อง อิมพลาย เพื่อ  ‘กระชากหน้ากาก’ ของท่านออกมาดูว่า… เมื่อสิ่งเร้าจากฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมา… ‘สันดาน’ ชุดไหนของท่านที่กระโจนออกมารับแขก?”