สมัยที่ข้าพเจ้ายังอ่อนเยาว์… ข้าพเจ้าเคยดูแคลนสิ่งที่เรียกว่า “จิตวิญญาณ” ข้าพเจ้ามองว่ามันคือเรื่องไร้สาระ… คือเครื่องปลอบใจของคนอ่อนแอ คือที่พึ่งของคนที่พึ่งพาตนเองไม่ได้. ข้าพเจ้าบูชาเหตุผล เชื่อมั่นในตรรกะ และหลงใหลใน “ชุดเครื่องมือสมัยใหม่” ที่โลกตะโกนบอกว่ามันคือคำตอบ
นั่นคือความเข้าใจผิดที่สมบูรณ์แบบ.
เมื่อพายุแห่งความเปลี่ยนแปลงพัดเข้ามาปะทะชีวิตจริงๆ… ข้าพเจ้ากลับพบว่า “เครื่องมือ” เหล่านั้น… มันตื้นเขินเกินไป มันเหมือนการพยายามเอาไม้บรรทัดพลาสติก ไปวัดความลึกของมหาสมุทร มันดูทันสมัย… แต่มันไม่มี “มิติ” มันดูฉลาด… แต่มันไม่มี “ความนุ่มลึก” มากพอจะรับแรงเสียดทานของความจริง
ในวันที่ไร้ทางออก ข้าพเจ้าพบความจริงว่า “เราต่างต้องอาศัยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครสร้างสิ่งใหม่ได้ด้วยตัวเอง”
ธรรมชาติคือผู้ให้เบาะแส… ในยามที่แสงไฟรอบกายมืดดับ หากเรายังมี “เชื้อปัญญาเมล็ดสุดท้าย” เหลืออยู่ แรงบันดาลใจนั้นจะชี้ทางให้เราเลิกมองออกไปข้างนอก และเริ่มค้นหาคำตอบจากการ “มองข้างใน”
ธรรมชาติของการ “มองข้างใน” จึงไม่ใช่การหนีโลก แต่มันคือการกลับไปปลุก “ที่ปรึกษาที่ฉลาดที่สุด” ในตัวท่านให้ตื่นขึ้น ที่ปรึกษาที่ไม่ต้องพึ่งพาตำรา แต่ใช้ภายใน…ใคร่ครวญปรากฎการณ์ภายนอก
สิ่งที่ข้าพเจ้าพึ่งกระทำกับตนเอง ไม่ใช่การมอบความรู้ใหม่เพื่อสะสม แต่คือกระบวนการ “ขูดรีดความโง่เขลา” ออกไป
การเดินทางภายในเปรียบเสมือนมีดที่คมกริบ… เฉือนเสียงปรุงแต่งที่ไร้สาระ ตัดความกลัว ความโลภ และความทรงจำที่เน่าเฟะ กะเทาะเปลือกน้ำแข็งออก เพื่อให้พบ “เนื้อแท้ของปัญญา” ที่ซ่อนอยู่
ท่านไม่ต้องพยายาม “เป็น” อะไรที่ยิ่งใหญ่ แค่ “เห็น” สิ่งที่เป็นอยู่จริงๆ ก็พอ
และนี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากแบ่งปัน… ในพื้นที่อิสระแห่งนี้ ที่ที่ข้าพเจ้าสามารถเปลือยความจริงได้อย่างหมดจด ยิ่งกว่าที่ใดในโลกภายนอก.
ขอให้ท่านมีดวงตา เห็นในสิ่ง...ที่ยากจะถูกเห็น ไม่หลงระเริงกับสิ่งที่ง่ายจะถูกสังเกตุและให้ความหมายเพียงชั่วคราว ด้วยสิ่งที่ถาวร...มักไม่ส่งเสียง
ตาเต่า